สหรัฐหวังอินโดนีเซีย “เพิ่มบทบาท” เรื่องทะเลจีนใต้

สหรัฐหวังอินโดนีเซีย “เพิ่มบทบาท” เรื่องทะเลจีนใต้
รมว.กระทรวงกลาโหมสหรัฐแสดงความต้องการยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงกับอินโดนีเซีย เพื่อเพิ่มพูนบทบาทของรัฐบาลจาการ์ตา ในการเป็น “ศูนย์กลางของเขตอำนาจทางทะเล” ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 23 ม.ค. ว่าประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ให้การต้อนรับพล.อ.เจมส์ แมตทิส รมว.กระทรวงกลาโหมสหรัฐ ที่ทำเนียบเมอร์เดกา ในกรุงจาการ์ตา เมื่อวันอังคาร โดยพล.อ.แมตทิสกล่าวในช่วงหนึ่งระหว่างการพบหารือกับวิโดโด และนายไรอามิซาร์ด ไรอาซูดู รมว.กระทรวงกลาโหมของอินโดนีเซีย ว่ารัฐบาลวอชิงตันหวังเป็นอย่างยิ่งในการมีส่วนร่วมผลักดันให้รัฐบาลจาการ์ตาก้าวขึ้นสู่การเป็น “ศูนย์กลางของเขตอำนาจทางทะเล” ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านการส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคง และสหรัฐต้องการยกระดับความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามจากการก่อการร้ายกับอินโดนีเซียด้วย

พล.อ.เจมส์ แมตทิส และนายไรอามิซาร์ด ไรอาซูดู

ทั้งนี้ พล.อ.แมตทิสมีกำหนดเยือนอินโดนีเซียเป็นเวลา 3 วัน ก่อนเดินทางต่อไปยังเวียดนาม ซึ่งการปฏิบัติภารกิจในทั้งสองประเทศถือเป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการของพล.อ.แมตทิส ในฐานะรมว.กระทรวงกลาโหมของสหรัฐ แม้ยังไม่มีการเปิดเผยอย่างชัดเจน ว่าพล.อ.แมตทิสจะใช้เวลาเยือนเวียดนามเป็นเวลานานเท่าใด แต่พล.อ.แมตทิสกล่าวว่า เขาต้องการ “แลกเปลี่ยนความคิดอย่างเป็นกันเอง” กับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลฮานอย ในการ “ดำเนินการตามขั้นตอน” เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านกลาโหมระหว่างสองประเทศ ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจเป็นสำคัญ
 

อย่างไรก็ตาม การเยือนอินโดนีเซียและเวียดนามของพล.อ.แมตทิสในครั้งนี้ เกิดขึ้น “อย่างประจวบเหมาะ” หลังเรือพิฆาต “ยูเอสเอส ฮอปเปอร์”  ล่องเข้ามาใกล้กับเส้นฐาน 12 ไมล์ทะเลของ “เกาะหวงหยาน” หรือ “สันดอนสการ์โบโรห์” ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้ระหว่างฟิลิปปินส์กับรัฐบาลปักกิ่ง เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และรัฐบาลปักกิ่งออกมาประณามว่าเป็นอีกครั้งที่อเมริกา “เป็นตัวสร้างปัญหา” และตั้งข้อสังเกตว่าการเยือนอินโดนีเซียและเวียดนามของพล.อ.แมตทิสในครั้งนี้ คือความพยายามครั้งใหม่ของสหรัฐในการ “กวนน้ำให้ขุ่น” ใช่หรือไม่ นอกจากนั้นเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา พล.อ.แมตทิสยังกล่าวว่า จีนและรัสเซียถือเป็น “ภัยคุกคาม” ต่อสหรัฐในระดับที่ “รุนแรงยิ่งกว่า” กลุ่มก่อการร้าย.

 

ขอบคุณข้อมูล จาก เดลินิวส์